วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความโกรธ  ไม่เข้าใครออกใคร  
....ทุกคนเคยเผชิญ....
เมื่อเรารู้สึกโกรธ  ก็มักจะโทษคนอื่นว่าทำให้โกรธ
โกรธเพราะเขาทำให้โกรธ  โกรธเขาโดยที่ไม่หันมามองดูตัวเอง

จะโกรธ...โกรธได้
...เเต่....อย่านาน
เราลองใช้เวลาซักนิด พิจารณาตัวเองสักหน่อย
ว่าการโกรธเขา...เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเราไหม
เคยได้ยิน...ประโยคที่ว่า
"โกรธเขา  เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง" รึป่าว
พิจารณาดูก่อน จริงไหม....

การโกรธเคือง....เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจหม่นหมอง
ยิ่งโกรธนาน  เคืองนาน  ก็ยิ่งหม่นหมอง


ลองพินิจ...จิตใจ  ก่อนจะสาย
มองย้อนดูตัวเอง  เพราะวันนี้.....เพียงเเค่เริ่มต้น  ^__^

By.....Pumphim

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Always today , Always now
I will be me

เมื่อไรที่เป็นตัวเองได้
ปัญหาที่จะเข้ามากระทบก็น้อยลง
เมื่อไหร่ที่เข้าใจตัวเองได้
ปััญหาของชีวิตก็จะน้อยลง

ไม่ต้องรอเวลาที่จะได้เป็นตัวของตัวเองหรอก
เราเป็นตัวของตัวเองได้ตั้งเเต่วันนี้....เดี๋ยวนี้

ทำตอนนี้  ทำเดี๋ยวนี้
เพราะยิ่งปล่อยให้ช้า  ก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้
พรุ่งนี้   อาจจะช้าเกินไป.....


By.....หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ  ( ต้นกล้า  นัยนา )
Always today , Always now
Money could never buy everything.

เงินอาจจะเป็นตัวแปรทำให้เราอยู่รอดได้ในสังคม
แต่เงินก็ไม่ใช่คำตอบของทุกคำถามบนโลกใบนี้
เรากำลังพูดซ้ำๆเรื่องเงินไม่สามารถซื้ออะไรทุกอย่างบนโลกนี้ได้
มันอาจจะทำให้เราเจ็บปวดน้อยลง
อยู่ในโลกของความหลอกลวง  และมีมายาได้มากยิ่งขึ้น

เงินอาจจะหลอกว่าเรามีเพื่อนเยอะแยะ
เงินอาจจะทำให้รู้สึกว่าเรามีคนรักเต็มไปหมด
เงินอาจจะทำให้เราไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
เงินอาจจะทำร้ายเราได้  เเบบไม่รู้ตัว ไม่ทันตั้งตัว

อย่ายอมให้เงินเคลื่อนไหวในโลกของเรา
อยู่ในโลกอย่างเข้าใจ
อยู่กับเงินอย่างเข้าใจ
มีชีวิตอย่างเข้าใจ

เราต้องเป็นเจ้านาย "เงิน"  อย่ายอมให้ "เงิน" เป็นเจ้านายเรา

ทำตอนนี้ทำเดี๋ยวนี้  เพราะยิ่งปล่อยให้ช้าก็ยิ่งยาก 
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป....


By.....หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ  ( ต้นกล้า  นัยนา )
Always today , Always now 
Getting to know your soul

อยู่ใกล้เรื่องภายนอกมาก  เราก็ติดอยู่กับกรอบที่ฉาบฉวย
สนใจเรื่องภายนอกมาก  เราก็ห่วงเเต่มุมที่คนอื่นจะมองมาที่ตัวเรา
ตกเเต่ง  ฉาบทา  เสียจนสยงามก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ถ้าข้างในของเรายังอ่อนแอ

รู้จักตัวของตัวเอง
อย่าละเลยที่จะดูเเลจิตวิญญาณของตัวเอง
มีพลัง   และ   มีศรัทธา
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  ถ้าข้างในเราเเข็งเเกร่งเเล้ว
เราก็มีภูมิต้านทานต่อสู็กับเรื่องร้าย  เรื่องเข้าใจยากได้ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักกับจิตวิญญาณของตัวเอง
ฟังเสียงหัวใจตัวเอง

ทำตอนนี้ทำเดี๋ยวนี้  เพราะยิ่งปล่อยให้ช้าก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้  พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป..... 

By...หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ ( ต้นกล้า นัยนา )

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Always today, Always now
Life is a very funny  thing.

ชีวิตมันยากเพราะเราทำให้ยาก
ชีวิตจะง่ายได้ เราต้องมองชีวิตให้ง่ายเเละสนุก
เมื่อเจอกับสิ่งยากๆ ให้มองมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ท้าทาย
เมื่อต้องผ่านมันไปให้ได้ ก็อย่าได้รีรอ

ทำชีวิตให้ง่าย  เเม้บางครั้งมันจะไม่ง่าย
มองข้ามเรื่องจุกจิกคิ้วย่น  เพราะมันไม่ได้ช่วยให้อะไรรอบตัวเราดีขึ้นมา
เบื่อ...ก็พัก  หนัก...ก็ผ่อน
ง่วง...ก็นอน  พร้อม...ก็ลุกขึ้นสู้ใหม่

หลีกเลี่ยงเรื่องยากๆ
หลีกห่างคนที่ทำให้เรื่องง่าย กลายเป็นเรื่องยาก
ชีวิตเป็นเรื่องสนุกสนานท้าทาย
เเต่จะสนุกมากเเค่ไหน  จะสนานมากเท่าไหร่
ขึ้นอยู่กับที่เราจัดการกับความคิด  เเละการมองโลกของเราอย่างไร

ทำตอนนี้ ทำเดี๋ยวนี้   เพราะยิ่งปล่อยให้ช้า ก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้   พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป...


By...หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ(ต้นกล้า นัยนา)
Always today, Always now
Journal to your heart.

เราเลือกที่จะเเตกต่างได้เเม้ยืนอยู่กับที่     
 เราเลือกไม่เหมือนใครได้  เเม้ต้องนั่งอยู่กับที่
เราเลือกปีนป่ายเเละท้าทายได้  เเม้ไม่ได้โลดโผนมาก

ตราบใดที่รู้ตัวว่าหัวใจยังเต้นอยู่  
 ตราบใดที่ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าอากาศดีเหลือเกิน
ตราบใดที่สูดลมหายใจเเล้วรู้สึกอุ่นอยู่ที่อก

ตราบนั้นเราปล่อยให้หัวใจเราออกเดินทางได้ไกล 
 เเม้ว่าสองเ้ท้าไม่ได้ก้าวไปไหนเลย
จินตนาการของเราจะพาเราไปไกล  
เเค่ต้องรู้จักเริ่มต้น  แค่ต้องหัด...เเละลองใช้มันบ้าง

ไม่ต้องรอวันไหน  วันนี้เเหละเป็นโอกาสที่ดีที่สุดเเล้ว

ทำตอนนี้ ทำเดี๋ยวนี้  เพราะยิ่งปล่อยให้ช้าก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้  พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป....


By...หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ ( ต้นกล้า นัยนา )

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Always today,Always now
 A lazy day.

ไม่จำเป็นต้องขยันทุกวัน
ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วในทุกจังหวะ
บางวันเมื่อหัวใจอยากช้า อย่าไปเร่ง อย่าไปทำให้มันเร็ว

ต้องมีบ้าง  ที่ชีวิตอยากเดินช้าๆ
ต้องมีบ้าง   ที่ชีวิตจำเป็นต้องช้า
ต้องมีบ้าง   ที่เราเผลอทำให้ชีวิตช้าลง
ต้องมีบ้างที่บางวัน  เราอยากจะช้าของเราเอง

ช้าแต่อย่า  ล้า
ช้าเถิด  ช้าได้
ค่อยๆ เบาๆ กับชีวิตบ้าง

ขี้เกียจก็หยุด  เหนื่อยก็นอน
มีเเรงค่อยเริ่มทำใหม่

ยิ่งไม่ยอมให้ชีวิตได้พัก
ยิ่งจะเดินได้ก้าวสั้นกว่าเดิม

พักตอนนี้ พักเดี๋ยวนี้
เพราะยิ่งปล่อยให้ช้า  ก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้
พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป


By...หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ ( ต้นกล้า นัยนา )

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Always today,Always now
 To say I am sorry.

อาจจะรู้สึกเเปลกๆ 
ที่จะต้องลดตัวตนลงไปบ้างทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย
อาจจะรู้สึกเยาก  เพราะถึงเเม้จะรู้สึกว่าตัวเองผิด
แต่ก็ไม่เคยกล่าวคำขอโทษเลย
อาจจะรู้สึกเเพ้  อาจจะรู้สึกว่าเดินถอยหลัง


เเต่เมื่อผิดเเล้วไม่ยอมรับผิด
เเต่บางวันที่เเพ้  เเต่ยังอยากหลอกตัวเองอยู่
ความรู้สึกเเย่ยิ่งเเย่กว่า
ความรู้สึกยิ่งเเพ้มากกว่า


อย่ากลัวที่จะขอโทษใครสักคน
เเต่ต้องขอโทษต่อเมื่อเรารู้สึกว่าผิดจริงๆ
ไม่ใช่ใช้คำขอโทษบ่อยๆ โดยที่ไม่รู้สึกจริงจังกับคำขอโทษนั้นเลย


ทุกคนล้วนทำผิดกันได้ทั้งนั้น
คนที่ผิดเเล้วยอมรับความผิดของตัวเองได้ และพร้อมจะแก้ไข  ขอโทษ
มักจะมีทางออกที่สวยงามกว่าเสมอ


ทำตอนนี้ ทำเดี๋ยวนี้     เพราะยิ่งปล่อยให้ช้าก็ยิ่งยาก
เพราะถ้าไม่เลือกทำวันนี้      พรุ่งนี้อาจจะช้าเกินไป.....




By...หนังสือวันนี้อยู่ในกำมือ ( ต้นกล้า นัยนา )

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ไม่มีเวลา จริงหรือ?





            ชีวิตคนเราเมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว มันสั้นนัก มีเกิดและดับเป็นธรรมดาโลก
แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ซิมนุษย์ผู้มีปัญญาจึงควรที่จะดำรงชีวิตอย่างชาญฉลาด
พระพุทธเจ้าเคยอบรมสั่งสอนมนุษย์ไว้ว่า
ทรัพย์สินที่พึงได้จากการประกอบกิจการงานต่าง ๆ นั้น ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน


กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน 
กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ
กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว
กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม


แล้วการทำงานของมนุษย์ล่ะ       หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำงานโดยไม่ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลัง
มองถึงบุคคลที่รักและห่วงใยตนเองเลยหรือ???
มนุษย์บางคนทุ่มเวลาทั้งหมดให้แก่หน้าที่การงาน พร้อมกับคิดว่า
การกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว   แต่นั่นคือการกระทำที่โง่เขลาเป็นที่สุด


ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงาน
โดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด
แม้กระทั่งตัวเองเป็นมนุษย์ที่เขลาเบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา
24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้


ทำไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลาให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงิน
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า...


ไม่ต้องแบ่งเวลาให้เป็นสี่กองเท่า ๆ กันหรอก
เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้เหมาะสมเท่านั้น


8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต
8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อน
เก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้
5 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ
2 ชั่วโมงสำหรับโลกส่วนตัวของตนเอง
59 นาที สำหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย และช่วยเหลือสังคม


และ 1 นาทีของคุณ
ที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณโดยไม่นำเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกินกว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น


จงอย่ากล่าวว่า " ไม่มีเวลา... "
เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามาก
และไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้


24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจก
มีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษเสี้ยวของวินาที
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า " ไม่มีเวลา "
จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการบริหารเวลา 24 ชั่วโมง
ในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำว่า " ไม่มีเวลา "
เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิด ความล้มเหลวเรื่องเวลาของตนเองอย่างขลาดเขลา


มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต
จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำงานอย่างเดียว
แต่มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต
ต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วนเวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ได้อย่างลงตัว


วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ที่มีไว้สำหรับการทำงาน การพักผ่อน การเดินทาง
มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯ
โดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต


นี่แหละ คือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก " ใช้เวลา "
แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า
" ไม่มีเวลา " อีกหรือ?

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

                                  
ชีวิตนี้...ยังมีทิศตะวันออก


            บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์...ให้เสียใจ และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ 
           ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน "ไม่ใช่ความจริง"   ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด   เพราะ "เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น" เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้...ไปไม่เป็น...เหมือนจะมองเห็นทาง แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ เราจึงอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น 
           ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน ที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต..."ยังคงมีชีวิต" แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
           เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย
           จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ   "ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก"
           แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ ก็จงเศร้าให้ถึงที่สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปรับตัวเอง และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต
           เพราะ "ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร แต่ข้อดีของมันคือ...สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก"
           เพราะฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน     ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า…เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น